C
‹ สัญญาของพี่

ตอนที่ 5 ครูจร

กล้าหันขวับไปข้างหลัง

ไม่มีอะไร

กระสอบทรายแกว่งเบา ๆ เพราะลมจากคลอง เด็กสองคนยืนนิ่งเหมือนรูปปั้น ร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์ข้าง ๆ เปิดเพลงลูกทุ่งคลอเบา ๆ

แค่นั้น

"ไม่มีใครนะครับครู" ไข่ต้มพูดเสียงสั่น

"มึงมองไม่เห็นหรอก" ครูเหน่งตอบโดยไม่ละสายตา "คนที่ไม่เคยมีครู มองไม่เห็นครู"

"แล้วครูเห็นเหรอ"

"คนที่เคยมีแล้วเสียไป จะเห็นเป็นเงา ๆ" ชายแก่ลุกจากเปล เดินเท้าเปล่าข้ามเศษแก้วมาหยุดตรงหน้ากล้า "เหมือนคนเคยตาบอดข้างเดียว ยังเห็นแสงลอดมาบ้าง"

เขาเอียงหน้า มองข้ามไหล่กล้าไปอีกครั้ง

"สูง ไหล่กว้าง ผมมวยทรงโบราณ พันประเจียดแขนขวา" ครูเหน่งพูดช้า ๆ เหมือนกำลังอ่านป้าย "ยืนห่างจากเอ็งสามก้าว หันหน้ามาทางกู มองกูเหมือนกูเป็นเด็ก"

กล้ารู้สึกขนลุกทั้งตัว

มันตรงกับเงาในคลิปทุกอย่าง

"เขาชื่อขุนเข่าเหล็กครับ" กล้าพูด "เขาบอกผมเมื่อคืน"

ครูเหน่งหลับตาลงครู่หนึ่ง

"ขุนเข่าเหล็ก" เขาทวนเบา ๆ "ครูประจำสายศิษย์ทหารกรุงเก่า สายนั้นขาดไปตั้งแต่ก่อนกูเกิด คนสุดท้ายที่ครูองค์นี้ลง ตายไปตอนสงครามโลก กูเคยอ่านในสมุดข่อยของครูกู"

เขาลืมตา

"ครูที่สายขาดแล้ว ควรจะหลับไปตลอดกาล ไม่ควรตื่นมาลงร่างเด็กบ้านนอกที่ไม่เคยครอบครูกับใครเลย"

"แต่เขาลงครับ"

"กูรู้ว่าเขาลง!" ครูเหน่งตะโกน แล้วถอนหายใจ เสียงเบาลง "เพราะงั้นกูถึงทำขวดเหล้าหล่นไง"

* * *

ทั้งสามคนนั่งล้อมโต๊ะไม้หลังค่าย ครูเหน่งชงชาร้อนใส่แก้วกาแฟเก่า ๆ ให้ทุกคน ของตัวเองแอบเติมเหล้าจากขวดสำรองใต้โต๊ะ

"ฟังให้ดี กูพูดรอบเดียว" เขายกนิ้วชี้ "มวยไทยที่พวกมึงดูในทีวี เป็นกีฬา แต่มวยไทยที่เก่ากว่านั้น เป็นวิชา และวิชาทุกวิชามีครู"

"ครูที่ตายไปแล้ว" กล้าพูด

"ครูที่ตายไปแล้ว แต่ยังไม่ไป" ครูเหน่งแก้ "ครูมวยที่เก่งจริง ตายไปแล้วไม่ไปเกิด เพราะเขายังห่วงวิชา เขาอยากอยู่สอนต่อ ค่ายมวยเก่า ๆ เลยเก็บรักษาครูไว้ในสายของตัวเอง ลูกศิษย์คนไหนผ่านพิธีครอบครู ก็เรียกครูของสายตัวเองลงร่างได้"

"ตอนไหว้ครู"

"ตอนไหว้ครูพร้อมดนตรี ปี่ กลอง ฉิ่ง ต้องครบ" ครูเหน่งพยักหน้า "ไหว้ครูคือการเปิดประตู ครูลงมาให้ยืมวิชา ยืมตา ยืมแรง ส่วนใหญ่ได้แค่แตะ ๆ ทำให้ตาไวขึ้น ใจนิ่งขึ้น แต่ถ้าครูกับศิษย์เข้ากันดี ครูลงเต็มร่างได้"

เขาจิบชาผสมเหล้า

"แบบที่เอ็งโดนเมื่อคืนน่ะ"

ไข่ต้มยกมือ "แล้วคนทั่วไปไม่รู้เหรอครับ คนดูมวยเป็นล้าน"

"เวทีสว่าง" ครูเหน่งชี้ขึ้นฟ้าเหมือนชี้ไปทางสนามมวยใหญ่ "มวยถูกกฎหมาย สมาคมเขาทำพิธีกั้นไว้ ครูลงได้แค่แตะ ไม่มีใครเห็นอะไรแปลก ส่วนเวทีมืดใต้ทางด่วน ไม่มีใครกั้น ครูลงได้เต็ม คนดูถึงจ่ายเงินดูไง พวกมันไม่ได้มาดูมวย พวกมันมาดูผี"

กล้าก้มมองแก้วชา ใบชาจม ๆ ลอย ๆ อยู่ก้นแก้ว

"แล้วทำไมขุนเข่าเหล็กมาหาผม"

"นั่นแหละคำถาม" ครูเหน่งพูด "คนที่ไม่มีสาย ครูไม่ลง ไม่เคยลง กูอยู่ในวงการมาห้าสิบปี ไม่เคยเห็น ไม่เคยได้ยิน ในสมุดข่อยของครูกูก็ไม่มี"

เขาวางแก้วลง

"มีคำเรียกเดียวที่ใกล้เคียง ในตำนานเก่า เขาเรียกว่า ครูจร คือครูที่ไม่มีบ้าน เร่ร่อนไปเรื่อย ๆ ไม่สังกัดสายไหน แต่กูคิดมาตลอดว่ามันเป็นนิทานหลอกเด็ก"

"เขาบอกว่าเขาไม่รู้ว่าทำไมมาหาผม" กล้าเล่า "แต่ผมรู้สึกว่าเขาโกหก"

ครูเหน่งเลิกคิ้ว

"เอ็งรู้สึกได้เหรอ ว่าครูโกหก"

"ครับ"

ชายแก่ไม่พูดอะไรอีกพักหนึ่ง แล้วถามคำถามที่กล้าไม่คาดคิด

"เขาทิ้งข้อห้ามอะไรไว้ให้เอ็ง"

"ห้ามลอดใต้ราวตากผ้าครับ"

ไข่ต้มพ่นชาออกมาทางจมูก

"ขอโทษครับ" เขาไอแค่ก ๆ "แต่พี่ พี่อยู่คลองเตยนะ ราวตากผ้ามีทุกสองเมตร พี่จะเดินไปไหนได้ ต้องปีนหลังคาเหรอ"

ครูเหน่งไม่หัวเราะ

"สมัยก่อนผู้ชายที่มีของ มีครู ห้ามลอดผ้าถุงผ้าซิ่นที่ตากไว้" เขาพูดจริงจัง "คนสมัยนี้หาว่างมงาย แต่สำหรับคนมีครู มันไม่ใช่ความเชื่อ มันคือสัญญา ผิดสัญญาเมื่อไหร่ ครูออก แล้วของที่ครูให้มา จะกลับมาทวง"

"เขาบอกว่าทวงเป็นสองเท่า"

"งั้นก็สองเท่า" ครูเหน่งพูด "เอ็งเตะเสือดำจนน็อกในสี่สิบวิ ลองคิดดูว่าแรงสองเท่าของนั้น ถ้ามันย้อนกลับเข้าตัวเอ็ง จะเป็นยังไง"

ไม่มีใครพูดอะไรอีก

* * *

ครูเหน่งไม่ได้ตอบว่าจะสอนหรือไม่สอน เขาแค่บอกว่า "กลับไปนอนก่อน พรุ่งนี้มาใหม่" แล้วก็ล้มตัวลงเปลเหมือนเดิม

ไข่ต้มพากล้าเดินกลับทางลัดผ่านชุมชน ซอยแคบจนกางแขนแตะผนังได้สองข้าง บ้านไม้ต่อเติมซ้อนกันเป็นชั้น ๆ

และราวตากผ้าอยู่ทุกที่จริงอย่างที่ไข่ต้มพูด

เสื้อนักเรียน ผ้าขนหนู กางเกงใน ผ้าถุงลายดอก ห้อยระเกะระกะจากหน้าต่างบ้านนี้ไปหน้าต่างบ้านโน้น บางราวต่ำจนผู้ใหญ่ต้องก้มหัวเดิน

กล้าเดินช้า ทุกครั้งที่เห็นราวข้างหน้า เขาจะหยุด มองหาทางอ้อม บางทีต้องเดินย้อนกลับไปเลี้ยวซอยอื่น

"พี่ ไปทางนี้" ไข่ต้มชี้ "ซอยนี้บ้านป้าศรีเขาเพิ่งรื้อราวไป"

ทั้งคู่เดินมาได้ครึ่งทาง ตอนนั้นเองที่เสียงเครื่องยนต์ดังมาจากหัวซอย

มอเตอร์ไซค์คันหนึ่งพุ่งเข้ามาในซอยแคบด้วยความเร็วที่ไม่ควรจะมีใครขับในซอยแบบนี้ คนขับใส่หมวกกันน็อกเต็มใบ ข้างหลังมีอีกคันตามมาติด ๆ ทั้งสองคันบีบแตรลั่น

กลางซอย ห่างไปสิบก้าว เด็กผู้หญิงอายุราวสี่ขวบนั่งเล่นตุ๊กตาอยู่บนพื้นปูน หันหลังให้เสียงแตร

กล้าไม่ได้คิด

ร่างกายเขาพุ่งไปก่อนความคิด เหมือนตอนที่ไอ้ทุยวิ่งเข้าใส่หลานป้าข้างบ้านเมื่อสองปีก่อน และเขาไปถึงก่อนเขาควาย

สองก้าว สามก้าว

เขาเห็นราวตากผ้าที่ขึงขวางซอยอยู่ข้างหน้า ผ้าถุงสีม่วงลายดอกพุดห้อยลงมาเกือบถึงระดับไหล่

เห็นชัด

เห็นทันเวลา

แต่ถ้าเขาอ้อม เด็กคนนั้นไม่ทัน

กล้าก้มหัวลอดผ้าถุงผืนนั้น คว้าตัวเด็กหญิงเข้ามากอด แล้วกลิ้งตัวชิดผนังบ้าน

มอเตอร์ไซค์สองคันพุ่งผ่านไปห่างหลังเขาไม่ถึงคืบ ลมตีจนเสื้อสะบัด เสียงแตรกับเสียงด่าค่อย ๆ หายไปท้ายซอย

เด็กหญิงในอ้อมแขนร้องไห้จ้า แม่ของเธอวิ่งออกมาจากบ้าน ร้องเรียกชื่อลูก

ไข่ต้มตะโกนอะไรสักอย่าง

กล้าไม่ได้ยินแล้ว

เพราะทันทีที่เขาลอดผ่านผ้าถุงผืนนั้น มีบางอย่างในหลังคอเขาขาดผึง เหมือนเชือกที่ตึงอยู่ตลอดเวลาโดยที่เขาไม่เคยรู้ตัว ถูกตัดขาด

เขามองข้ามไหล่ไป

ครั้งแรกในชีวิต ที่เขาเห็นด้วยตาตัวเอง

ชายร่างสูงใหญ่ ผมมวยทรงโบราณ แขนขวาพันประเจียด ยืนอยู่ตรงอีกฝั่งของราวผ้า มองเขาอยู่ ไม่ได้โกรธ ไม่ได้ผิดหวัง สายตานั้นเหมือนคนที่รู้อยู่แล้วว่าวันนี้จะมาถึง แค่ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้

ชายคนนั้นพยักหน้าให้เขาหนึ่งครั้ง

แล้วหันหลัง เดินหายไปในซอกระหว่างบ้าน

เดี๋ยว

กล้าพยายามลุกตาม

แต่สิ่งแรกที่กลับมาคือความเจ็บที่เข่าขวา

ไม่ใช่เจ็บแบบเมื่อคืน มันเจ็บเหมือนมีคนเอาเข่าของเสือดำ เข่าที่เขาไม่เคยโดน มากระแทกเข้าที่เข่าตัวเองเต็มแรง

แล้วศอกซ้าย

แล้วลิ้นปี่

แล้วหัวคิ้ว

ทุกลูกที่เขาเคยออกไปเมื่อคืน มันวิ่งย้อนกลับเข้าตัวเขาทีละลูก สองเท่า เหมือนที่ครูบอกไว้

กล้าทรุดลงกับพื้นซอย ยังกอดเด็กหญิงไว้แน่น ไม่ยอมปล่อยให้ล้ม

เลือดกำเดาไหลออกจากจมูกทั้งสองข้าง หยดลงบนเสื้อสีชมพูของเด็กคนนั้น

"พี่! พี่กล้า!"

เสียงไข่ต้มลอยมาจากที่ไกลแสนไกล

โลกเอียงไปด้านหนึ่ง

แล้วก็ดับ

สารบัญ
⚑ รายงานตอนนี้

ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็นสิ!