C
‹ สัญญาของพี่

ตอนที่ 10 ทุ่งนาในใจ

"ร้องไห้ยังไง"

กล้าถามคำถามนั้นออกไปก่อนจะทันคิดว่ามันฟังดูโง่แค่ไหน

แต่ใบเตยไม่ได้หัวเราะ

"เหมือนคนร้องไห้ทั่วไปนั่นแหละ" เธอพูด "ยืนอยู่ข้างหลังนาย ตอนนายยกมือไหว้คนดู เขาเอามือปิดหน้า ไหล่สั่น ฉันเห็นแค่แวบเดียว แล้วเขาก็หายไป"

"ทำไมเขาต้องร้อง เขาเพิ่งชนะ"

"นั่นสิ" ใบเตยพูด "ฉันเลยอยากถามนาย"

กล้าส่ายหน้าช้า ๆ

เขานึกถึงตอนที่ขุนเข่าเหล็กบอกว่าไม่รู้ทำไมมาหาเขา และเขารู้สึกได้ว่าครูโกหก

เขานึกถึงตอนที่ขุนเข่าเหล็กพยักหน้าให้เขาในซอย ก่อนจะหันหลังเดินจากไป

คนที่เพิ่งชนะไม่ร้องไห้

คนที่ร้องไห้ตอนชนะ คือคนที่รู้ว่าชัยชนะนั้นไม่ได้ช่วยอะไร

หรือคนที่ดีใจ เพราะเพิ่งได้หยุดวิ่งหนี

ความคิดนั้นผุดขึ้นมาในหัวเขาเอง และเขาก็ไม่รู้ว่ามันมาจากไหน

"เขาไปแล้ว" กล้าพูด "ผมผิดข้อห้าม เขาออกจากร่างผมไปตลอดกาล"

ใบเตยมองเขานาน

"เสียใจด้วย" เธอพูด แล้วก็เดินออกจากยิมไป โดยไม่หันกลับมา

* * *

เหลือสามวันก่อนวันเสาร์

กล้าซ้อมทุกอย่างที่ครูเหน่งสั่ง เตะห้าร้อยลูกตอนเช้า ต่อยห้าร้อยลูกตอนสาย ยืนตั้งการ์ดสองชั่วโมงตอนบ่าย ไปยิมเปิดตอนเย็น แต่ใบเตยไม่มาอีกเลย คนหน้าเคาน์เตอร์บอกว่าเธอไม่ได้มาตั้งแต่วันนั้น

เขาไม่ได้ลองไหว้ครูอีก

ไม่ใช่เพราะไม่อยาก แต่เพราะกลัว

กลัวว่าจะรำแล้วไม่มีใครมาอีก กลัวว่าเงียบครั้งที่สิบ จะเป็นคำตอบสุดท้าย

คืนวันพุธ เขานั่งอยู่ริมคลองหลังค่าย โทรศัพท์ในมือเปิดหน้าโทรออกค้างไว้เป็นชั่วโมง ชื่อที่ขึ้นบนจอคือ ยาย

เขากดโทร

"กล้า"

เสียงยายบุญดังมาก่อนเสียงรอสายจะจบดี

"ยายยังบ่นอนอีกบ่"

"ยายแก่แล้ว คนแก่นอนบ่ค่อยหลับ" ยายหัวเราะ "กินข้าวแล้วบ่"

"กินแล้วครับ"

"กินอีหยัง"

"ข้าวผัดครับ ครูเหน่งผัดให้ เค็มคักเลย"

ยายหัวเราะอีก แล้วเสียงก็เงียบไป เหลือแต่เสียงจิ้งหรีดกับเสียงลมผ่านใบไม้ที่ดังมาจากปลายสาย เสียงที่กล้าไม่ได้ยินมาเกือบสองอาทิตย์ เสียงที่กรุงเทพฯ ไม่มี

เขาหลับตาฟัง

"ยาย"

"หือ"

"ไอ้ทุยเป็นจั่งใด๋"

"มันบ่ยอมกินหญ้ามาสองสามมื้อแล้ว ยืนเบิ่งทางเข้าหมู่บ้านทั้งวัน" ยายพูด "ถ้าเจ้าอยากเว้ากับมัน ยายสิเอาโทรศัพท์ไปจ่อหูมัน"

กล้ายิ้มทั้งที่ตาร้อน

เขาได้ยินเสียงยายลุกจากแคร่ เสียงรองเท้าแตะครูดดิน เสียงประตูคอกไม้ไผ่เปิดออก แล้วเสียงลมหายใจพ่นฟืดฟาดหนัก ๆ ของสัตว์ตัวใหญ่ที่คุ้นเคยที่สุดในชีวิต

"ไอ้ทุย" เขาพูด "กูเอง"

เสียงลมหายใจหยุดไปครู่หนึ่ง

แล้วไอ้ทุยก็ร้องออกมายาว ๆ เสียงทุ้มต่ำสั่นสะเทือนจนลำโพงโทรศัพท์แตกพร่า

กล้าหัวเราะ ทั้งที่น้ำตาไหล

"ยาย" เขาพูดเมื่อยายกลับมาที่สาย "ผมทำครูหาย ครูมาหาผมแล้ว แต่ผมทำผิดข้อห้าม เขาเลยไป"

ยายเงียบไปนาน นานจนกล้าคิดว่ายายคงไม่เข้าใจที่เขาพูด

"เจ้าเฮ็ดผิดเพื่อหยัง" ยายถามในที่สุด

"ช่วยเด็กครับ เด็กผู้หญิงจะโดนรถชน"

"อืม" ยายพูด "ครูบ่ได้ใจร้ายปานนั้นดอก ลูก"

"แต่เขาไปแล้ว"

"ไปจากเจ้า บ่แม่นไปจากโลก" ยายพูด แล้วพูดอะไรอีกประโยคหนึ่งที่กล้าไม่เข้าใจ "เจ้าบ่ต้องไปตามหาครูดอก ครูสิมาหาเจ้าเอง เขามาหาเจ้าทุกคนนั่นแหละ ขอแค่เจ้าเปิดประตูไว้"

"หมายความว่าไงครับยาย"

แต่ยายเปลี่ยนเรื่องไปถามว่าเขามีผ้าห่มพอไหม แล้วก็บอกว่าง่วงแล้ว แล้วก็วางสายไป

* * *

ตอนกล้าเดินกลับเข้าค่าย ไฟเปิดอยู่ดวงเดียว ตรงเวที

ครูเหน่งนั่งอยู่บนม้านั่งข้างเวที บนตักมีอะไรบางอย่างห่อผ้าขาวไว้

"ไอ้ไข่บอกว่าเอ็งไหว้ครูกับลำโพงมือถือ" ชายแก่พูดโดยไม่เงยหน้า "กูทนไม่ได้ เป็นครูมวยมาห้าสิบปี ไม่เคยเห็นใครไหว้ครูกับยูทูบ"

เขาค่อย ๆ แกะผ้าออก

ข้างในเป็นปี่ชวาเลาหนึ่ง ไม้สีดำมันวาว ลิ้นปี่ทำจากใบตาลที่เก่าจนเป็นสีน้ำตาลเข้ม

"ของครูกู" ครูเหน่งพูด "ไม่ได้เป่ามาสิบปี ตั้งแต่ครูกูออกไป"

กล้ายืนนิ่ง

"ครู ผม..."

"กูไม่ได้ทำเพื่อเอ็ง" ครูเหน่งตัดบท "กูทำเพื่อหูกู ขึ้นเวทีไป"

กล้ามุดเชือกขึ้นเวที

ไข่ต้มที่แอบดูอยู่หลังกระสอบทรายรีบวิ่งมานั่งขัดสมาธิข้างเวที ไม่พูดอะไรสักคำ ครั้งแรกตั้งแต่กล้ารู้จัก

ครูเหน่งยกปี่ขึ้นแนบปาก สูดหายใจลึก

แล้วเสียงปี่ก็ดังขึ้น

มันไม่เหมือนเสียงจากลำโพงมือถือ ไม่เหมือนเสียงปี่ที่ใต้ทางด่วน มันเบากว่า ช้ากว่า มีลมหายใจของคนเป่าอยู่ในทุกโน้ต เสียงสั่นเล็ก ๆ ในช่วงท้ายของทุกวลี เหมือนชายแก่กำลังเล่าเรื่องอะไรบางอย่างที่ไม่เคยเล่าให้ใครฟัง

กล้าคุกเข่าลง

กราบสามครั้ง

ครั้งนี้เขาไม่ได้คิดถึงไอ้เหล็ก

ไม่ได้คิดถึงหนี้

ไม่ได้คิดถึงการชนะ

เขาคิดถึงเสียงลมหายใจของไอ้ทุยในโทรศัพท์ คิดถึงเสียงจิ้งหรีดหน้าบ้าน คิดถึงกลิ่นดินหลังฝนตกครั้งแรกของปี คิดถึงทุ่งนาตอนเย็นที่แดดส่องเฉียงจนรวงข้าวเป็นสีทองทั้งทุ่ง คิดถึงตอนที่เขาแอบรำตามหลังอ้ายผา แล้วอ้ายผาหันมาเห็น แล้วอ้ายผาไม่ได้ดุ แค่ยิ้ม แล้วรำให้ช้าลงเพื่อให้เขาตามทัน

เขาคิดถึงขุนเข่าเหล็ก

ขอบคุณครับ เขาพูดในใจ ขอบคุณที่มาหาผม ขอโทษที่ผมรักษาสัญญาไม่ได้

แล้วเขาก็ยืนขึ้นรำ

ไม่ได้รำเพื่อเรียกใคร

แค่รำ

เหมือนตอนอยู่ในทุ่งนา โดยมีไอ้ทุยเป็นคนดูคนเดียว

เสียงปี่ของครูเหน่งพาเขาหมุนไปตามจังหวะ เท้าแตะพื้นเบา ๆ แขนเหยียดออกช้า ๆ ลมเย็นจากคลองพัดผ่านเวที

เขาหมุนตัวไปทางทิศที่บ้านอยู่ แล้วก้มกราบ

ตอนหน้าผากแตะพื้น

ไม่มีความเงียบ ไม่มีความหนัก ไม่มีเสียงทุ้มแหบ

มีแค่ความเย็นเล็ก ๆ แวบหนึ่งที่ท้ายทอย เหมือนมีมือเด็กเล็ก ๆ มาแตะแล้วรีบดึงกลับ

แล้วก็หายไป

กล้าเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ใจเต้นแรง

เสียงปี่ยังดังอยู่

ใคร

เงียบ

มีใครอยู่ตรงนั้นไหมครับ

เงียบ

เขาหลับตา หายใจเข้า หายใจออก ไม่เรียก ไม่ขอ แค่รอ เหมือนรอไอ้ทุยตัดสินใจเองว่าจะเดินออกจากร่มไม้

แล้วในหัวเขา ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น

ไม่ใช่เสียงทุ้มแหบของขุนเข่าเหล็ก

มันเป็นเสียงหัวเราะคิกคักแหลมเล็ก เสียงเด็กผู้ชายอายุไม่น่าเกินเจ็ดขวบ ที่ฟังดูเหมือนเพิ่งค้นพบของเล่นชิ้นใหม่

"ตาข้าบ้าง!"

สารบัญ
⚑ รายงานตอนนี้

ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็นสิ!