ตอนที่ 1 สัญญาของพี่
"ชื่อ"
"ภูผา บุญมา"
ชายคุมประตูเงยหน้าจากแท็บเล็ต มองเด็กหนุ่มตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า เสื้อยืดตราปุ๋ยซีดจนเกือบขาว กางเกงวอร์มขาดเข่า รองเท้าแตะคีบที่สายข้างหนึ่งผูกด้วยหนังยาง
"ภูผาอายุยี่สิบสี่ หน้ามึงสิบห้า"
"สิบแปดครับ"
"ไม่ใช่ภูผา"
"ผมน้องเขา" ต้นกล้ายื่นกระดาษพับสี่ทบที่ยับจนตัวหนังสือเลือน "ในสัญญาเขียนว่าถ้านักมวยมาชกไม่ได้ ให้ญาติสายตรงชกแทนได้ ข้อสิบสอง"
ชายคนนั้นหัวเราะในคอ แต่ไม่ได้หัวเราะเพราะขำ
"รู้ไหมว่าข้อสิบสามเขียนว่าอะไร"
"ถ้าไม่มีใครมาชก หนี้เพิ่มเท่าตัว"
"อ่านหนังสือออกด้วย" เขาโยนกำไลกระดาษสีแดงใส่มือกล้า "มุมน้ำเงิน ห้องสาม อีกยี่สิบนาทีขึ้น ถ้าตายในเวที ไม่เกี่ยวกับเรา"
* * *
ทางเดินใต้ทางด่วนเหม็นน้ำมันเครื่องกับเหงื่อ
เสียงรถสิบล้อวิ่งผ่านเหนือหัว ทำเอาฝุ่นปูนร่วงลงมาเป็นสาย ไฟนีออนกะพริบเป็นจังหวะ ไม่ได้กะพริบเพราะเสีย แต่เพราะมีคนต่อไฟพ่วงมาจากตลาดข้างบน ไฟเลยตกทุกครั้งที่มีคนเปิดตู้แช่
กล้าเดินผ่านห้องหนึ่ง ห้องสอง ได้ยินเสียงคนอ้วก ได้ยินเสียงคนหัวเราะ ได้ยินเสียงคนด่าแม่ใครสักคนด้วยสำเนียงที่เขาฟังไม่ออก
ห้องสามไม่มีประตู มีแค่ม่านผ้าใบสีฟ้าเก่า ๆ
ข้างในมีม้านั่งไม้ตัวเดียว กับชายแก่ผอมเกร็งที่นั่งสูบบุหรี่ใบจาก
"มึงเป็นใคร"
"มาชกแทนภูผาครับ"
ชายแก่หรี่ตา "ไอ้ผาที่ขาหักน่ะเหรอ"
กล้าไม่ตอบ
ชายแก่ยักไหล่ "กูเป็นพี่เลี้ยงมุมที่เขาจ้างมา ห้าร้อยบาทต่อคืน มึงจะแพ้จะชนะกูได้ห้าร้อยเท่าเดิม พันมือเป็นไหม"
"เป็นครับ"
"งั้นพันเอง"
กล้านั่งลงบนพื้นปูน หยิบผ้าพันมือสีขาวที่หมองจนเป็นสีเทาออกจากถุงก๊อบแก๊บ ผ้าคู่นี้เป็นของอ้ายผา มีรอยเลือดเก่าซักไม่ออกเป็นจุด ๆ ตรงข้อนิ้ว
เขาพันทีละรอบ ช้า ๆ แบบที่เคยนั่งดูพี่ชายพันมาตั้งแต่เด็ก
สามรอบที่ข้อมือ
ไขว้ผ่านหลังมือ
สอดระหว่างนิ้ว
มือไม่สั่น แต่ข้างในอกมันสั่น
* * *
สามวันก่อน บ้านโนนแดง บุรีรัมย์
"เจ้าสิไปแท้บ่"
ยายบุญนั่งเคี้ยวหมากอยู่บนแคร่ ตามองหลานชายที่ยัดเสื้อผ้าสามชุดลงกระเป๋านักเรียน
"ไปครับยาย"
"อ้ายเจ้าฮู้บ่"
"บ่ฮู้" กล้ารูดซิปกระเป๋า "อ้ายผานอนโรงหมออยู่ ถ้าฮู้คือสิตามมาเตะผมกลับบ้าน ทั้งที่ขาบ่ดี"
ยายบุญหัวเราะจนเห็นฟันดำ แล้วก็เงียบไป
นอกบ้าน ไอ้ทุยร้องเสียงยาวเหมือนรู้ว่าเจ้าของกำลังจะไปไหน
"หนี้สามแสน" ยายพูดช้า ๆ "ถ้าเจ้าบ่ไป มันสิเป็นหกแสน ยายฮู้ เพิ่นมาเว้าหน้าบ้านแล้ว"
"ผมชกเป็นยาย อ้ายผาสอนมาตั้งแต่ผมเจ็ดขวบ"
"อ้ายเจ้าสอนเจ้าต่อยกระสอบ บ่ได้สอนต่อยคน"
กล้าก้มหน้า ไม่มีคำตอบ
ยายบุญลุกจากแคร่ จับมือหลานลงบันไดบ้าน เดินผ่านคอกควาย ผ่านทุ่งนาที่เพิ่งเกี่ยวเสร็จ ไปหยุดที่ต้นมะขามยักษ์ท้ายหมู่บ้าน
ใต้ต้นมะขามมีตอไม้ใหญ่สี่ตอ ปักเป็นสี่เหลี่ยม ห่างกันราวหกก้าว ตะไคร่ขึ้นเขียวจนเกือบมองไม่ออกว่าเป็นตอไม้
เด็กในหมู่บ้านเรียกที่นี่ว่า "เวทีผี" ไม่มีใครกล้ามาเล่นตอนค่ำ
"กราบ" ยายบอก
"กราบตอไม้"
"กราบสามที แล้วบอกเพิ่นว่าเจ้าสิไปไส"
กล้าอยากถามว่าบอกใคร แต่ยายมองเขาด้วยสายตาที่ไม่เคยมองมาก่อน มันไม่ใช่สายตาของคนแก่ที่ห่วงหลาน มันเหมือนสายตาของคนที่รอวันนี้มานานแล้ว
เขาคุกเข่าลงบนดินแฉะ กราบลงตรงกลางสี่เหลี่ยมนั้นสามครั้ง
"ผมสิไปกรุงเทพฯ ไปชกแทนอ้ายผา"
ลมพัดผ่านต้นมะขาม ใบไม้ร่วงลงมาเต็มหลังเขา
แค่นั้น ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่ตอนเดินกลับบ้าน กล้าได้ยินยายพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ว่า
"สิบแปดปีพอดี"
* * *
"มุมน้ำเงิน! ห้องสาม! ขึ้น!"
เสียงตะโกนกระชากเขากลับมาที่ปัจจุบัน
ชายแก่พี่เลี้ยงทุบหลังเขาหนึ่งที แล้วเดินนำออกไปโดยไม่พูดอะไร
เวทีมืดใต้ทางด่วนไม่ใช่เวทีจริง มันคือลานปูนที่ล้อมด้วยเชือกเรือสี่เส้น ผูกกับเสาตอม่อ คนดูยืนเบียดกันสามชั้น ชั้นในสุดนั่งเก้าอี้พลาสติก ชั้นนอกยืนบนลังน้ำอัดลม
ข้างบนสุด ตรงคานปูนที่มีคนเอาไม้มาทำเป็นระเบียง มีห้องกระจกสีดำหนึ่งห้อง
ห้อง VIP
กล้าก้าวลอดเชือกเข้าไป เสียงโห่ดังทันที
"ไอ้หน้าเด็กนี่ใคร!"
"ภูผาไปไหน กูแทงภูผามานะเว้ย!"
"ส่งเด็กมาตายแทนเหรอ!"
ฝั่งตรงข้าม คู่ชกยืนรออยู่แล้ว
สูงกว่ากล้าหนึ่งหัว ไหล่หนาเหมือนกระสอบข้าวสาร หน้าอกสักรูปเสือเผ่นทั้งแผ่น ที่คอห้อยตะกรุดสามดอก ทุกดอกพันด้ายแดง
"เสือดำ ศิษย์ค่ายพยัคฆ์ทอง" ผู้ประกาศตะโกนผ่านโทรโข่ง "ชนะเก้า แพ้หนึ่ง น็อกเจ็ด!"
เสียงเชียร์ดังขึ้นอีกระดับ
"มุมน้ำเงิน... เอ่อ..." ผู้ประกาศก้มดูกระดาษ "แทนภูผา บุญมา ไม่มีสถิติ!"
คนหัวเราะกันทั้งลาน
กล้าไม่ได้ยินเสียงหัวเราะแล้ว เขาได้ยินแต่เสียงหัวใจตัวเอง
ตุบ ตุบ ตุบ
แล้วปี่ชวาก็ดังขึ้น
* * *
เสียงปี่แหลมเล็กแทงทะลุเสียงคน ตามด้วยกลองแขก ตามด้วยฉิ่งที่ตีช้า ๆ เหมือนเสียงนาฬิกา
เสือดำเริ่มรำไหว้ครูก่อน ท่าของเขาหนักแน่น ทุกครั้งที่เท้ากระทืบพื้น ฝุ่นปูนกระเด็น พอรำถึงท่าพรหมสี่หน้า ตะกรุดที่คอเขาเรืองแสงสีส้มจาง ๆ
คนดูแถวหน้าถอยหลังกันครึ่งก้าว
"ครูลงแล้ว" ใครบางคนกระซิบ
กล้าไม่รู้ว่าครูลงแปลว่าอะไร เขารู้แค่ว่าทุกครั้งที่อ้ายผาขึ้นชกในงานวัด อ้ายผาจะรำไหว้ครูก่อนเสมอ
เขาคุกเข่าลงที่มุมน้ำเงิน
ก้มกราบพื้นปูนสามครั้ง เหมือนที่กราบตอไม้ใต้ต้นมะขาม
แล้วเริ่มรำ
ท่าแรก นั่งพนมมือ
ท่าที่สอง ยืนขึ้นช้า ๆ ย่อเข่า เหยียดแขน
ท่าที่สาม ก้าวเท้าซ้าย หมุนตัว
ทุกท่าเป็นของอ้ายผา เขาจำได้หมด เพราะเคยแอบรำตามหลังพี่ชายในทุ่งนาตอนไม่มีใครเห็น ไอ้ทุยเป็นคนดูคนเดียว
เสียงปี่สูงขึ้น
กล้าหมุนตัวไปทางทิศที่ควรจะเป็นบ้านเกิด แล้วก้มกราบ
ตอนหน้าผากแตะพื้น พื้นปูนเย็นเฉียบ เย็นเหมือนดินใต้ต้นมะขาม
เสียงทุกอย่างหายไป
เสียงคน เสียงรถ เสียงปี่
เหลือแค่ความเงียบที่หนักอึ้ง เหมือนอยู่ใต้น้ำ
แล้วในความเงียบนั้น มีเสียงหนึ่งดังขึ้น ไม่ได้ดังจากข้างนอก มันดังจากข้างในหัวเขาเอง
เสียงทุ้มแหบ ห้วน สำเนียงที่ไม่ใช่ทั้งอีสาน ไม่ใช่ทั้งภาคกลาง เหมือนเสียงที่หลุดออกมาจากละครย้อนยุค แต่เก่ากว่านั้นมาก
"ข้าไม่ได้ลงเวทีมาสามร้อยปีแล้ว"
ความคิดเห็น (0)
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็นสิ!