C
‹ ยุทธภพไร้ปุ่มออก

ตอนที่ 6

ตอนที่ 6 หอต้องห้าม

โทษคือตาย

ภาคินพยักหน้าเหมือนคนที่เพิ่งได้ยินกฎนี้ครั้งแรก แล้วหิ้วถังน้ำเดินกลับไปทางโรงครัว

ในหัวของเขาคำนวณอย่างอื่น

ตายถ้าถูกจับได้ ตายแน่ถ้าไม่ไป คนที่เล่นเกมมาสามปีรู้ดีว่าควรเลือกอะไร

ในการแข่งขันทุกครั้ง ภาคินใช้เวลาเตรียมตัวมากกว่าเวลาสู้สิบเท่า คนดูเห็นแค่สิบนาทีบนเวที ไม่เคยเห็นร้อยชั่วโมงของการดูคลิปคู่แข่ง จดนิสัย จดจังหวะ จดทุกอย่างที่คนอื่นคิดว่าไม่สำคัญ

ครั้งนี้ก็เหมือนกัน แต่ไม่มีสมุดจด เขาจดไว้ในหัว

เป้าหมาย ตู้บัญชีข้าวสาร ชั้นสาม มุมตะวันออกเฉียงเหนือ

ทางเข้าหนึ่ง ประตูหน้า มีศิษย์ในสองคนเฝ้าตั้งแต่เช้าจนค่ำ พอพ้นยามสองจะล็อกด้วยกุญแจทองแดง แล้วเหลือคนเดินตรวจหนึ่งคนทุกหนึ่งเค่อ ตัดทิ้ง

ทางเข้าสอง หน้าต่างชั้นหนึ่ง แคบเกินไปแม้แต่กับร่างผอมๆ นี้ และมีซี่ไม้ตอกแน่น ตัดทิ้ง

ทางเข้าสาม ต้นสนแก่หลังหอตำรา

ในเกม ต้นสนต้นนั้นคือสิ่งเดียวที่ยังยืนต้นอยู่ในซากสำนัก กิ่งใหญ่กิ่งหนึ่งยื่นไปแตะหน้าต่างชั้นสาม ผู้เล่นที่ปีนขึ้นไปถึงยอดจะได้ฉายาลับ คนที่มองเห็นมากกว่าคนอื่น ภาคินเคยปีนมันสองครั้ง ครั้งแรกตกลงมาตายเพราะเหยียบกิ่งผุ ครั้งที่สองเขาจำทุกกิ่งได้

ต้นสนต้นนั้นอยู่ตรงนั้นจริง เขาเห็นมันตอนตักน้ำ ต่ำกว่าในเกมเกือบหนึ่งเท่า เพราะยังมีเวลาอีกร้อยปีให้เติบโต กิ่งที่ควรแตะหน้าต่างชั้นสาม ตอนนี้แตะแค่ชายคาชั้นสอง

แต่ก็พอ

ชายคาชั้นสองมีเสาไม้แกะสลักเป็นรูปเมฆทุกมุม จากชายคาชั้นสองไปถึงหน้าต่างชั้นสามสูงไม่ถึงสองคน คนทั่วไปปีนได้สบายๆ

ปัญหาคือเขาไม่ใช่คนทั่วไป

บ่ายวันนั้น ภาคินหยิบกิ่งไม้ที่เท่ากับกิ่งสนมาหนึ่งอันจากกองฟืน แขวนมันไว้บนคานโรงเก็บฟืนด้วยเชือก แล้วลองห้อยตัว

สิบสองวินาที

มือของร่างนี้เกาะได้สิบสองวินาที ก่อนนิ้วจะคลายออกเองเหมือนคนอื่นเป็นเจ้าของ

เขาตกลงมานั่งบนกองฟาง มองมือตัวเองที่แดงเป็นรอยเชือก และคำนวณต่อ

จากโคนต้นสนถึงกิ่งที่แตะชายคา ต้องปีนสี่ช่วง แต่ละช่วงต้องเกาะค้างไม่เกินสิบวินาที ถ้าพักที่ง่ามกิ่งได้ทุกช่วง ก็พอเป็นไปได้ จากชายคาไปหน้าต่างชั้นสาม ไม่มีที่พัก ต้องปีนเสาสลักขึ้นไปต่อเนื่องประมาณยี่สิบวินาที

ยี่สิบวินาที กับมือที่เกาะได้สิบสองวินาที

ตัวเลขไม่ผ่าน

ภาคินนั่งมองเชือกที่แขวนอยู่นาน แล้วก็ค่อยๆ ยิ้ม

ในเกมมีคำพูดหนึ่งที่นักสปีดรันใช้บ่อย ถ้าตัวเลขไม่ผ่าน อย่าเพิ่มตัวเลข ให้เปลี่ยนสมการ

เขาดึงเชือกกลับลงมา ผูกปมเป็นห่วงสองห่วงที่ปลายทั้งสองข้าง แล้วคล้องมันกับเอวตัวเอง ห่วงที่เหลือเขาเหวี่ยงขึ้นไปคล้องคาน แล้วปล่อยมือ

ร่างของเขาค้างอยู่กลางอากาศ ห้อยต่องแต่งเหมือนเนื้อแขวนตากแดด แต่มือทั้งสองว่าง

เชือกหนึ่งเส้น ทำให้เกาะสิบสองวินาทีกลายเป็นการพักทุกที่ที่ต้องการ

ปัญหาเดียวคือเชือกเส้นนี้เป็นเชือกผูกฟืนของโรงครัว ป้าแก่ในครัวนับมันทุกเย็น

"เสี่ยวเฟิง..."

เสียงดังมาจากประตู ภาคินหันไปทั้งที่ยังห้อยอยู่กลางอากาศเหมือนหนอนไหมในรัง

ต้าหนิวยืนถือมันเทศต้มสองหัว ปากอ้าค้าง

"เจ้า...กำลังฝึกวิชาค้างคาวอยู่เหรอ"

ภาคินไม่ได้ตั้งใจจะบอกอะไรต้าหนิว

ไม่ใช่เพราะไม่ไว้ใจ แต่เพราะเหตุผลตรงกันข้าม คนที่หลิวเฟิงเห็นหลังหอตำราไม่ใช่คนที่ปล่อยให้พยานมีชีวิตอยู่ ถ้าต้าหนิวรู้ ต้าหนิวก็จะเป็นศพที่สองริมลำธาร

ดังนั้นเขาเล่าความจริงครึ่งเดียว

"ข้าอยากเข้าหอตำรา" เขาพูดตอนนั่งอยู่บนกองฟางกับต้าหนิว มันเทศต้มหนึ่งหัวแบ่งคนละครึ่ง "มีหนังสือเล่มหนึ่งที่อาจช่วยชีพจรของข้าได้"

ต้าหนิวหยุดเคี้ยว

"เจ้ารู้ได้ไง"

"ฝัน"

คำตอบนั้นโง่ที่สุดที่ภาคินเคยพูดออกมา แต่ก็เป็นคำตอบเดียวที่ใกล้เคียงความจริง

ต้าหนิวมองเขาอยู่นาน แล้วพยักหน้าอย่างจริงจัง

"ยายของต้าหนิวบอกว่า ฝันที่เห็นชัดมากๆ คือบรรพบุรุษมาบอก" เขาพูด "ต้าหนิวเชื่อ"

ภาคินกลั้นหัวเราะจนเจ็บซี่โครง

"แต่ต้าหนิวไม่ให้ไปคนเดียว" ต้าหนิวพูดต่อเหมือนประกาศกฎสำนัก "เจ้าปีนต้นไม้ก็ไม่เป็น ห้อยอยู่กับเชือกเหมือนหมูแขวน ถ้าเจ้าตกลงมาตาย ต้าหนิวจะไม่มีเพื่อน"

"เจ้ามีเพื่อนเยอะแยะ"

"ไม่มี" ต้าหนิวส่ายหัว เสียงเบาลง "ทุกคนเรียกต้าหนิวว่าควายโง่ มีเจ้าคนเดียวที่เรียกต้าหนิวว่าต้าหนิว"

ภาคินนิ่งไป

ในเกม เขาเคยเดินผ่านหลุมศพหมู่ที่หลังซากสำนักเมฆาคราม มันเป็นแค่ฉากหลังที่มีเนินดินเตี้ยๆ หลายสิบเนิน ไม่มีป้ายชื่อ ไม่มีอะไรเลย เขาเดินผ่านมันไปเก็บสมุนไพรหลายร้อยครั้ง ไม่เคยหยุดสักครั้ง

หนึ่งในเนินเหล่านั้น คงใหญ่กว่าเนินอื่น

"ก็ได้" ภาคินพูดในที่สุด "แต่เจ้าไม่ได้เข้าไปกับข้า เจ้าจะทำอย่างอื่น"

"อะไร"

ภาคินมองตัวกว้างๆ ของเพื่อน แล้วนึกถึงแทงค์ในทีมที่เขาไม่เคยมี

"เจ้าจะหิว"

แผนนั้นง่ายมาก

คนเดินตรวจหอตำราตอนกลางคืนเดินวนหนึ่งรอบทุกหนึ่งเค่อ ต้าหนิวรู้ดี เพราะเขาเคยถูกลงโทษให้เดินตามคนเดินตรวจถือโคมอยู่หนึ่งเดือน เขาจำได้ว่าคนเดินตรวจจะหยุดพักที่มุมตะวันตก เพราะตรงนั้นลมไม่พัด และจะยืนอยู่ตรงนั้นนานเท่ากับการดื่มชาหนึ่งถ้วย

ต้นสนอยู่มุมตะวันออก

ดังนั้นถ้าเริ่มปีนตอนที่คนเดินตรวจหยุดดื่มชา จะมีเวลาเกือบหนึ่งเค่อก่อนเขาจะเดินวนกลับมา ส่วนต้าหนิวจะรออยู่ใต้ต้นสน ถือปลายเชือกอีกเส้นไว้ ถ้าภาคินตก ต้าหนิวจะรับไว้ได้ ถ้าคนเดินตรวจกลับมาเร็ว ต้าหนิวจะกระตุกเชือกสามครั้ง

และถ้าถูกจับได้ ต้าหนิวจะบอกว่าตัวเองหิวจนออกมาหาลูกสนกิน

"ทุกคนจะเชื่อ" ภาคินบอก

ต้าหนิวคิดอยู่พักหนึ่ง แล้วพยักหน้าอย่างเศร้าๆ "จริง ทุกคนจะเชื่อ"

ภาคินหัวเราะออกมาเป็นครั้งที่สองในโลกนี้ และต้าหนิวก็หัวเราะตามเสียงดังจนไก่ในเล้าตื่น

พอหยุดหัวเราะ ต้าหนิวก็พูดขึ้นมาเหมือนเพิ่งนึกได้

"อ้อ จริงสิ ต้าหนิวลืมบอก"

"อะไร"

"เมื่อกี้ตอนต้าหนิวผ่าฟืน ผู้อาวุโสซ่งเดินมาถามถึงเจ้าด้วย" ต้าหนิวยิ้มกว้างเหมือนเป็นข่าวดี "ท่านใจดีจริงๆ ท่านถามว่า..."

ต้าหนิวดัดเสียงให้นุ่มลงเหมือนเลียนแบบคนแก่ใจดี

"เสี่ยวเฟิงกินยาที่ข้าให้หรือยัง"

รอยยิ้มของภาคินค้างอยู่บนหน้า แต่ไม่เหลืออะไรข้างในอีกแล้ว

"ต้าหนิวบอกว่าคงกินแล้ว" ต้าหนิวพูดต่ออย่างภูมิใจ "ท่านดูดีใจมาก แล้วก็ถามว่าเจ้านอนตรงไหนของเรือน ท่านจะเอาผ้าห่มมาให้เพิ่ม"

สารบัญ
⚑ รายงานตอนนี้

ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็นสิ!