C
‹ ยุทธภพไร้ปุ่มออก

ตอนที่ 10

ตอนที่ 10 อีกคนแล้วสินะ: ได้คัมภีร์ย้อนธาร

มันไม่ใช่ความเจ็บแบบที่เขารู้จัก

ไม่ใช่เจ็บแบบโดนต่อย ไม่ใช่เจ็บแบบซี่โครงร้าว มันเหมือนมีใครเทน้ำเหล็กหลอมลงไปในเส้นเลือดทุกเส้นพร้อมกัน แล้วมันไหลผิดทาง ไหลจากปลายนิ้วกลับเข้าหาหัวใจ ผ่านทุกจุดที่เส้นชีพจรขาด และทุกจุดที่ขาด มันกระแทกเหมือนน้ำที่ชนเขื่อน

ภาคินอ้าปาก แต่ไม่มีเสียงออกมา

"นับ" เสียงชายแก่ดังมาจากที่ไกลแสนไกล "ถ้าเจ้าอยากอยู่ ก็นับ"

นับ

นั่นคือสิ่งที่เขาทำเป็น นับเฟรม นับคูลดาวน์ นับจังหวะที่ศัตรูหายใจ เขานับมาตลอดชีวิต

หนึ่ง

สอง

สาม

ความร้อนไหลขึ้นมาถึงไหล่ แผลที่ไหล่ซ้ายเหมือนถูกเปิดออกใหม่

สิบสอง สิบสาม

พื้นไม้ใต้ตัวเขาหายไป แทนที่ด้วยเบาะหนังเทียมที่ร้อนจัด เขาได้กลิ่นพลาสติกไหม้ ได้ยินเสียงพากย์เกาหลีตะโกนคำเดิมซ้ำๆ

ความทรงจำนั้นเขาไม่เคยกล้าเปิดดูเต็มๆ สักครั้งตั้งแต่ตื่นขึ้นมา สิบสองวินาทีสุดท้ายในแคปซูล

ครั้งนั้นเขาไม่ได้นับ เพราะเขาไม่รู้ว่ากำลังจะตาย เขาคิดว่าเครื่องแค่ร้อน เขาคิดว่าอีกสองวินาทีเกมจะตัดออก เขาคิดว่าจะได้ตอบไลน์แม่ตอนออกจากแคปซูล

กินข้าวยังลูก

ยี่สิบเก้า สามสิบ

ครั้งนี้เขารู้ ครั้งนี้เขานับ และทุกตัวเลขคือหนึ่งวินาทีที่เขายังไม่ตาย

สี่สิบห้า สี่สิบหก สี่สิบเจ็ด

ความร้อนไหลเข้าไปในอก หัวใจเต้นสะดุดเหมือนเครื่องยนต์ที่กำลังจะดับ ปากเขามีรสเค็มคาว

หกสิบ หกสิบหนึ่ง

เขาไม่รู้สึกถึงขาอีกแล้ว

เจ็ดสิบเก้า

แปดสิบ

แปดสิบเอ็ด

แล้วทุกอย่างก็หยุด

เขานอนอยู่บนพื้น เหงื่อท่วมตัวจนเสื้อเปียกแนบผิว อากาศหนาวเดือนสิบสองทำให้เหงื่อนั้นเย็นเฉียบในทันที เพดานหมุนช้าๆ

ชายแก่นั่งยองอยู่ข้างเขา จิบเหล้า

"แปดสิบเอ็ด" เขาพูด

ภาคินพยายามพูด แต่คอแห้งจนออกมาแค่เสียงลม ชายแก่ยื่นน้ำเต้ามาจ่อปากเขา เหล้าขาวราคาถูกไหลลงคอ แสบไปถึงกระเพาะ ภาคินไอจนตัวงอ

"เด็กอายุสิบเจ็ดไม่ควรดื่มเหล้า" เขาพูดออกมาได้ในที่สุด

"เด็กอายุสิบเจ็ดไม่ควรปีนหอคัมภีร์ตอนตีสอง" ชายแก่ตอบ แล้วเพิ่งนึกได้ "หรือเจ้าอายุเท่าไหร่"

"สิบเจ็ด"

พอพูดออกไปแล้วภาคินถึงนึกได้ว่าตัวเลขนั้นเป็นของใคร ภาคินอายุสิบเจ็ด หลิวเฟิงก็อายุสิบเจ็ด อาจเป็นเรื่องบังเอิญ หรืออาจเป็นเหตุผลที่เขามาตกอยู่ในร่างนี้ เขาไม่รู้

ชายแก่ไม่ได้ถามต่อ เขามองออกไปนอกหน้าต่าง เหมือนกำลังนับดาว

"สามสิบปีที่ผ่านมา" เขาพูด เหมือนพูดกับดาวมากกว่าพูดกับเขา "มีคนทนได้ถึงเลขนี้แค่สองคน"

"แล้วเขาเป็นยังไงบ้าง"

ชายแก่ไม่ตอบ เขากระดกเหล้าอีกอึก แล้ววางน้ำเต้าลง

"ลุกขึ้นนั่ง หันหน้าไปทางตะวันออก"

บทเรียนแรกของย้อนธารไม่ได้เริ่มจากท่ามือ ไม่ได้เริ่มจากจุดชีพจร มันเริ่มจากลมหายใจ

"ทุกคนในโลกหายใจเข้าเพื่อเก็บ หายใจออกเพื่อปล่อย" ชายแก่พูดจากข้างหลัง "วิชาธรรมดาทุกสำนักสอนแบบนั้น ลมปราณไหลจากตันเถียนออกไปหาปลายนิ้ว เหมือนแม่น้ำไหลลงทะเล มันง่าย มันเป็นธรรมชาติ และมันต้องมีทางให้น้ำไหล"

"แต่เส้นชีพจรข้าขาด"

"เมื่อแม่น้ำขาด น้ำก็ไหลไม่ถึงทะเล" ชายแก่พูด "ทุกคนคิดแค่นั้นแล้วหยุด แต่ถ้าเจ้าเดินทวนน้ำกลับขึ้นไปล่ะ จากทะเลกลับไปหาต้นน้ำ เจ้าก็จะเจอทุกจุดที่ขาด และเจ้าจะต้องผ่านมันทีละจุด"

"เหมือนเมื่อกี้"

"เมื่อกี้ข้าเดินให้เจ้าดู" ชายแก่ตอบ "ต่อจากนี้เจ้าต้องเดินเอง"

ภาคินกลืนน้ำลาย เขานึกถึงความเจ็บเมื่อครู่ แล้วคิดถึงการทำมันเองทุกวัน วันละสามรอบ

ในเกม ย้อนธารคือปุ่มที่กดแล้วได้พลัง ไม่มีใครบอกเขาว่าตัวละครที่กดมันต้องจ่ายอะไร

"หายใจออกตอนที่ควรหายใจเข้า" ชายแก่สอน "หายใจเข้าตอนที่ควรหายใจออก แล้วให้ความรู้สึกเริ่มจากปลายนิ้วก้อยซ้าย ดึงมันเข้ามา อย่าดันออก"

ภาคินลอง

ครั้งแรกเขาสำลัก ร่างกายปฏิเสธการหายใจผิดจังหวะ ไอจนน้ำตาไหล

ครั้งที่สอง เขาหายใจได้สามรอบก่อนจะหลุดจังหวะ

ครั้งที่สาม เขาไม่คิดถึงการหายใจ เขาคิดถึงการบังคับตัวละครในเกมตอนที่สลับปุ่มซ้ายขวา แรกๆ มันฝืน แต่พอสมองยอมรับว่านี่คือกติกาใหม่ มือก็จะตามเอง

หายใจออก ดึง

หายใจเข้า ปล่อย

บางอย่างที่ปลายนิ้วก้อยซ้ายขยับ

เล็กมาก เหมือนเส้นด้ายที่บางที่สุดในโลกถูกดึง มันอุ่น และมันไหลเข้ามา ผ่านข้อนิ้ว ผ่านหลังมือ

แล้วก็ชนเข้ากับกำแพงที่ข้อมือ

ความเจ็บพุ่งขึ้นมา ไม่ถึงครึ่งของเมื่อครู่ แต่มันเป็นของเขาเอง เขาเป็นคนทำให้มันเกิด และนั่นทำให้มันแย่กว่า

ภาคินกัดฟัน ดึงต่อ

กำแพงนั้นไม่พัง แต่มันสั่น

หน้าต่างระบบเด้งขึ้นตรงหน้า ตัวอักษรสีทองเหมือนทุกครั้ง

[เรียนรู้วิชา: ย้อนธาร ขั้นที่ 1/9]

[สถานะ: ชีพจรขาด (ความคืบหน้าในการฟื้นฟู 0.3%)]

[การใช้งานวันนี้: 1/3]

ศูนย์จุดสามเปอร์เซ็นต์

ภาคินหัวเราะออกมา หัวเราะทั้งที่เหงื่อหยดจากคาง ชายแก่เลิกคิ้ว

"ขำอะไร"

"เปล่า" ภาคินตอบ "ข้าแค่เพิ่งรู้ว่าต้องทำแบบนี้อีกสามพันกว่าครั้ง"

ในเกม เขาเคยฟาร์มมอนสเตอร์ตัวเดิมสองพันตัวเพื่อดรอปของชิ้นเดียว เพื่อนทุกคนบอกว่าเขาบ้า

ความบ้าแบบนั้นอาจเป็นสิ่งเดียวที่เขาเอาติดตัวมาได้จากโลกเก่า

ฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีตอนที่ชายแก่พาเขาไปที่หน้าต่าง

"คืนที่เจ้าเอาเหล้ามาได้ คือคืนที่เจ้าได้เรียนขั้นที่สอง" เขาพูด "ไม่ต้องปีนขึ้นมา เคาะประตูหลังชั้นหนึ่งสามครั้ง ยามไม่เคยเดินไปทางนั้น"

"ทำไม"

"เพราะข้าเคยบอกพวกมันว่าตรงนั้นมีผี" ชายแก่ตอบหน้าตาย

แล้วเขาก็จับคอเสื้อภาคินด้วยมือข้างเดียว ยกขึ้นเหมือนยกลูกแมว หย่อนออกไปนอกหน้าต่าง แล้วปล่อยลงมาช้าๆ จนเท้าภาคินแตะชายคาชั้นสอง แขนนั้นไม่สั่นสักนิด

ภาคินเงยหน้ามอง แต่หน้าต่างปิดไปแล้ว

เรือนพักศิษย์รับใช้ยังมืด ภาคินย่องเข้าไปทางประตูหลัง ต้าหนิวนอนอยู่ติดหน้าต่าง ตาเปิดกว้างในความมืด

"ได้ไหม" ต้าหนิวกระซิบ เสียงสั่น

"ได้"

ต้าหนิวไม่ถามว่าได้อะไร เขาแค่ปล่อยลมหายใจที่กลั้นมาทั้งคืนออกมายาวๆ แล้วพลิกตัวหันหลังให้ ภาคินเห็นไหล่กว้างนั้นสั่นอยู่สองสามที ก่อนจะนิ่งไป

ภาคินไม่ได้นอนทันที

เขาคลานไปที่ที่นอนเดิมของตัวเอง ติดผนัง ตรงที่ "ตัวเขา" ทำจากเสื้อเก่ากับฟางนอนอยู่ แสงเทาจางๆ ของรุ่งอรุณลอดช่องไม้เข้ามาพอให้เห็นผงขี้เถ้าบนพื้น

มันมีรอยเท้า

รอยเท้าสองคู่เดินเข้ามาจากประตู หยุดที่ข้างที่นอน แล้วเดินกลับออกไป ทุกก้าวห่างเท่ากันเป๊ะ เท่ากันจนเหมือนวัดด้วยไม้บรรทัด รอยเท้าตื้นมาก ตื้นจนแทบไม่กดขี้เถ้าลงไปเลย

ภาคินเคยเห็นรอยเท้าแบบนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง บนทางเดินหน้าเรือนผู้อาวุโส

บน "ตัวเขา" มีผ้าห่มผืนใหม่พับไว้อย่างเรียบร้อย ผ้าห่มฝ้ายหนา สะอาด ดีกว่าผ้าห่มทุกผืนในเรือนนี้รวมกัน

ภาคินไม่แตะมัน เขาก้มลงไปใกล้ๆ แล้วสูดหายใจเบาๆ

หวาน

หวานเหมือนดอกไม้ที่เพิ่งเหี่ยว

เขาถอยออกมาช้าๆ นั่งลงพิงผนัง และมองผ้าห่มผืนนั้นอยู่จนฟ้าสว่าง

ซ่งไม่ได้ส่งคนมา

ซ่งมาเอง

เมื่อเด็กไม่กินยา ยาก็จะมาหาเด็กทุกคืนที่เด็กหายใจ

ในหอคัมภีร์ ชั้นสาม

ชายแก่นั่งอยู่คนเดียวในแสงแรกของเช้า น้ำเต้าว่างเปล่าวางอยู่ข้างตัว

เขาเอื้อมมือไปใต้ชั้นหนังสือแถวที่เจ็ด ดึงสมุดเล่มเล็กออกมา ปกหนังสัตว์เก่าจนขอบกร่อน เปิดไปที่หน้าที่มีเพียงเส้นขีดตั้งสามเส้น

หมึกของเส้นแรกซีดจนเกือบมองไม่เห็น เส้นที่สองเข้มกว่านิดหน่อย เส้นที่สามยังดำสนิท ข้างใต้เส้นที่สามมีตัวอักษรเล็กๆ เขียนไว้ว่า "ห้าปี"

เขาฝนหมึก จุ่มพู่กัน แล้วขีดเส้นที่สี่ลงไปช้าๆ

มือที่ยกเด็กออกนอกหน้าต่างได้โดยไม่สั่น ตอนนี้สั่น

"อีกคนแล้วสินะ" เขาพึมพำ เสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน

แล้วเขาก็ปิดสมุด วางมันไว้บนตัก และมองดวงอาทิตย์ค่อยๆ โผล่ขึ้นจากหลังภูเขา เหมือนคนที่เคยเห็นมันขึ้นมาแล้วหลายหมื่นครั้ง แต่ไม่เคยเห็นมันขึ้นจากที่ที่ตัวเองอยากกลับไป

(จบตอนที่ 10)

สารบัญ
⚑ รายงานตอนนี้

ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็นสิ!