C

บุตรแห่งขี้เถ้า - บทที่ 9

หมอกดำใน สุสานร้างสวรรค์ ยังคงปกคลุมไม่จางหาย เสียงกระดูกเสียดสีกันดังก๊อบแก๊บอยู่รอบตัวหลินเจ็ด ลมหายใจของเขาในเช้านี้หนักหน่วงกว่าทุกวัน เพราะเมื่อคืนเขาฝันถึงพ่อแม่ที่ไม่เคยเห็นหน้า ในฝันนั้นมีเสียงกระซิบของคัมภีร์กลืนสวรรค์ดังก้องว่า

"เจ้าจะกลืนต่อไปหรือจะถูกกลืน"

หลินเจ็ดตื่นขึ้นมาพร้อมกับเหงื่อท่วมตัว มือของเขาสั่นเล็กน้อย แต่นัยน์ตากลับคมกริบกว่าเดิม

หลงเหยียน มังกรดำตัวจิ๋วที่ขดอยู่ในทะเลวิญญาณของเขาตื่นขึ้นมาบ่นทันที

"โอ้ย! เจ้าหนี้ข้า เจ้าจะนอนให้ข้าได้พักบ้างไหม เมื่อคืนเจ้าฝันร้ายจนพลังปราณในร่างปั่นป่วน ข้าต้องคอยกดไว้ทั้งคืน รู้ไหมว่าข้าซึ่งเป็นมังกรบรรพกาลผู้ยิ่งใหญ่ ต้องมาทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงเด็กเก็บศพอย่างเจ้าเนี่ย มันน่าอับอายแค่ไหน"

หลินเจ็ดไม่ได้ตอบโต้ เขาเพียงยิ้มบางๆ ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับมังกรคู่นี้เริ่มจากการด่าทอกันทุกวัน แต่ลึกๆ แล้วต่างก็พึ่งพากันและกัน

อาจารย์อู๋ยังคงนั่งจิบเหล้าอยู่บนแคร่ไม้ไผ่เหมือนเดิม แต่สายตาของนางในวันนี้ไม่เหมือนเดิม นางมองหลินเจ็ดด้วยแววตาที่ซับซ้อน

"เจ็ดเอ้ย เอ็งรู้ไหมว่าระดับพลัง กลั่นลมปราณ ที่เอ็งกำลังจะก้าวข้ามไปนั้น คนทั่วไปต้องใช้เวลา 10 ปี แต่เอ็งใช้เวลาแค่ 7 วัน เพราะเอ็งเดินบนเส้นทางที่ไม่ใช่ของมนุษย์ เส้นทางกลืนสวรรค์ ทุกครั้งที่เอ็งกลืนพลังของผู้อื่น วิญญาณของเอ็งก็จะถูกกัดกินไปด้วยเล็กน้อย ถ้าเอ็งไม่รู้จักพอ วันหนึ่งเอ็งจะไม่ใช่หลินเจ็ด แต่จะเป็นแค่เปลือกที่คัมภีร์ใช้เดิน"

คำเตือนของอาจารย์อู๋ทำให้บรรยากาศเงียบลง

แต่หลินเจ็ดไม่มีทางเลือก เสียงฝีเท้าของ ศิษย์สำนักรอบสุสาน ดังเข้ามาใกล้สุสานแล้ว พวกเขาตามกลิ่นอายของคัมภีร์มา กลิ่นอายที่เขาไม่สามารถซ่อนได้อีกต่อไป ชายชุดดำสามคนปรากฏตัวขึ้นที่ปากหลุมศพ แต่ละคนมีระดับพลังสูงกว่าเขาทั้งนั้น คนตรงกลางมีรอยแผลเป็นรูปกระบี่พาดผ่านใบหน้า เขาคือคนที่เคยฆ่าคนในตระกูลหลินเมื่อ 16 ปีก่อน

"ในที่สุดก็เจอแล้ว ทายาทของหลินเทียนซิง เอาคัมภีร์มานะ แล้วข้าจะให้เจ้าตายอย่างไม่ทรมานเหมือนพ่อแม่เจ้า"

คำพูดนั้นเหมือนน้ำมันราดลงบนกองไฟ ความโกรธที่หลินเจ็ดกดไว้มาตลอดสิบหกปีปะทุขึ้นมาในพริบตา เส้นชีพจรที่เพิ่งเปิดใหม่ในร่างของเขาสั่นระริก พลังสีดำทองจากคัมภีร์กลืนสวรรค์ไหลเวียนไปทั่วร่างอย่างบ้าคลั่ง

เขาไม่ได้ใช้กระบวนท่าใดๆ ไม่มีวิชาอันสวยงาม มีเพียงหมัดเดียว หมัดที่เต็มไปด้วยความแค้น ความโดดเดี่ยว และความหิวโหยของคนที่ถูกเรียกว่าขยะมาตลอดชีวิต

"กลืนสวรรค์ หมัดที่หนึ่ง - กลืนอัสดง"

วงแหวนสีดำขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นด้านหลังหลินเจ็ด มันหมุนช้าๆ แต่ทุกครั้งที่มันหมุน พลังลมปราณของศัตรูทั้งสามคนกลับถูกดึงออกจากร่างของพวกเขาโดยไม่รู้ตัว พวกเขาตกใจสุดขีด พยายามจะปิดชีพจร แต่ก็สายไปแล้ว

พลังที่พวกเขาบำเพ็ญมาหลายสิบปีไหลไปรวมอยู่ในวงแหวนดำนั้น แล้วถูกส่งกลับมาเป็นพลังหมัดของหลินเจ็ด ตูม! เสียงระเบิดดังสนั่นสุสาน ภูเขากระดูกสั่นสะเทือน ศพเซียนที่ฝังอยู่หลายร้อยปีลุกขึ้นมายืนเพราะแรงกระแทกแล้วก็สลายเป็นผง

หลังการระเบิด ศัตรูทั้งสามล้มลงกับพื้น คนหนึ่งตายทันที อีกสองคนบาดเจ็บสาหัส พวกเขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เด็กหนุ่มที่เมื่อวานยังเป็นแค่คนกลั่นลมปราณขั้น 1

วันนี้กลับฆ่าคนระดับสร้างรากฐานได้อย่างไร หลินเจ็ดเองก็ทรุดลงคุกเข่า เลือดสีดำไหลออกจากปากของเขา ผลข้างเคียงของการใช้พลังกลืนสวรรค์ข้ามขั้นทำให้อวัยวะภายในของเขาเหมือนถูกไฟเผา

"อ้วก!"

เขากระอักเลือดออกมาเป็นลิ่มๆ แต่ในเลือดนั้นกลับมีเศษแสงสีทองปนอยู่ นั่นคือเศษกฎสวรรค์ที่เขากลืนมาได้

ไป๋เยว่หวานที่แอบมองอยู่บนยอดเขากระดูกตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ นางเห็นภาพทั้งหมด หัวใจของนางเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เด็กเก็บศพที่เคยดูถูกว่าไม่มีค่าอะไร

วันนี้กลับยืนอยู่ท่ามกลางซากศพของศัตรูที่แม้แต่นางเองยังต้องใช้เวลาสู้อย่างยากลำบาก นางกำกระบี่เยือกแข็งในมือแน่น ความรู้สึกบางอย่างที่เรียกว่าความเสียใจและ...ความสนใจ ก่อตัวขึ้นในใจนางอย่างช้าๆ

"หลินเจ็ด...เจ้ามันบ้าจริงๆ"

คืนนั้น หลินเจ็ดนั่งสมาธิอยู่ในกระท่อม เขาพยายามย่อยพลังที่กลืนมาได้ คัมภีร์กลืนสวรรค์เปิดหน้าสองออก ปรากฏอักขระโบราณว่า

"ผู้กลืนสวรรค์ ต้องแบกรับบาปของสวรรค์"

หลงเหยียนอธิบายว่า

"หมายความว่ายิ่งเอ็งกลืนมากเท่าไหร่ สวรรค์ก็จะยิ่งเกลียดเอ็งมากขึ้นเท่านั้น ทุกครั้งที่เอ็งทะลวงระดับ จะต้องเจอสายฟ้าเคราะห์ที่แรงกว่าคนทั่วไป 9 เท่า คนอื่นโดน 9 ครั้ง เอ็งโดน 81 ครั้ง เตรียมตัวตายได้เลย"

หลินเจ็ดหัวเราะเบาๆ

"ถ้าสวรรค์ไม่ให้ข้าอยู่ ข้าก็จะกลืนสวรรค์นั้นเสียเอง"

การบำเพ็ญในระดับ กลั่นลมปราณ ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเขา เพราะเขาไม่มีรากวิญญาณเหมือนคนอื่น เขาต้องสร้างรากวิญญาณขึ้นมาเองจากเถ้ากระดูกเซียน เขาเดินไปยังใจกลางสุสาน ที่ที่กระดูกของจักรพรรดิเซียนตนหนึ่งฝังอยู่

กระดูกนั้นยังคงปล่อยพลังกดดันออกมาอย่างมหาศาลจนคนธรรมดาเข้าใกล้ไม่ได้ในระยะ 100 เมตร แต่หลินเจ็ดเดินเข้าไปทีละก้าว ทีละก้าว กระดูกในร่างของเขาส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะ ราวกับจะแตกสลาย แต่เขาก็ยังเดินต่อ

เมื่อมือของเขาสัมผัสกับกระดูกจักรพรรดิเซียน พลังมหาศาลพุ่งเข้าสู่ร่างของเขาโดยตรง ภาพความทรงจำของจักรพรรดิเซียนตนนั้นไหลเข้ามาในหัวของหลินเจ็ด เขาเห็นสงครามเมื่อหมื่นปีก่อน เห็นสวรรค์ไร้บัญญัติแตกสลาย เห็นสาเหตุที่แท้จริงที่กฎสวรรค์พังทลาย ไม่ใช่เพราะสงคราม แต่เป็นเพราะมีคนบางคน...พยายามจะกลืนสวรรค์เหมือนกับเขา

"รุ่นพี่...เจ้าก็เคยเดินบนเส้นทางนี้เหมือนกันสินะ"

หลินเจ็ดพึมพำ เขาเข้าใจแล้วว่าเขาไม่ใช่คนแรก และอาจจะไม่ใช่คนสุดท้าย

พลังของกระดูกจักรพรรดิเซียนทำให้ระดับพลังของเขาพุ่งขึ้นอย่างบ้าคลั่ง จากกลั่นลมปราณขั้น 5 พุ่งไปขั้น 9 ในชั่วข้ามคืน เสียงคำรามของมังกรดำดังก้องไปทั่วสุสาน

"ดี! ดีมาก! แบบนี้สิถึงจะคู่ควรเป็นนายของข้า! กลืนมันเข้าไปให้หมด อย่าให้เหลือ!"

อาจารย์อู๋ที่อยู่นอกกระท่อมเงยหน้ามองท้องฟ้า นางเห็นเมฆดำก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เมฆนั้นไม่ใช่เมฆฝน แต่เป็นเมฆเคราะห์สวรรค์

"มาเร็วกว่าที่คิดแฮะ"

นางพูดเบาๆ แล้วหยิบกระบอกไม้ไผ่ขึ้นมา เตรียมพร้อมจะช่วยศิษย์ของนาง

สายฟ้าเส้นแรกฟาดลงมาจากท้องฟ้า สีม่วงดำ ขนาดเท่าต้นเสา มันพุ่งตรงมาที่หลินเจ็ด หลินเจ็ดไม่หลบ เขายืนหยัดรับมันด้วยร่างเปล่าๆ ตูม! ร่างของเขากระเด็นไปไกลหลายเมตร เสื้อผ้าไหม้เกรียม ผิวหนังแตกเป็นรอย แต่เขาก็ลุกขึ้นมาได้ ดวงตายังคงลุกโชน

"แค่นี้เองเหรอ สวรรค์? ถ้าเจ้ามีแค่นี้ ก็อย่าหวังว่าจะหยุดข้าได้!"

เขาตะโกนใส่ท้องฟ้า ราวกับท้าทายกฎทั้งหมดที่มีอยู่บนโลกใบนี้

สายฟ้าเส้นที่สอง สาม สี่ ฟาดลงมาติดๆ กัน แต่ละครั้งรุนแรงกว่าครั้งก่อน หลินเจ็ดใช้วงแหวนกลืนสวรรค์พยายามกลืนสายฟ้าเหล่านั้น แต่มันยากเย็นแสนเข็ญ สายฟ้าคือตัวแทนของกฎสวรรค์ การกลืนกฎสวรรค์ทำให้วิญญาณของเขาเจ็บปวดราวกับถูกฉีกเป็นชิ้นๆ

แต่ทุกครั้งที่เขากลืนสายฟ้าได้สำเร็จ ระดับพลังของเขากลับยิ่งแข็งแกร่งขึ้น รอยสักมังกรดำที่หลังของเขาชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมเป็นแค่รอยจางๆ ตอนนี้กลายเป็นมังกรดำที่มีชีวิตชีวาพร้อมจะทะยานออกจากหลังของเขาได้ทุกเมื่อ

เมื่อสายฟ้าครบ 9 เส้น เมฆดำก็สลายไป ท้องฟ้ากลับมาเป็นสีเทาหม่นเหมือนเดิมของสุสานร้าง หลินเจ็ดนอนหงายอยู่กลางหลุมลึกที่เกิดจากสายฟ้า ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยรอยไหม้ แต่ในรอยไหม้นั้นกลับมีแสงสีทองไหลเวียนอยู่

เขาทะลวงแล้ว! เข้าสู่ระดับ กลั่นลมปราณ ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในชีวิต เด็กเก็บศพที่เคยถูกเรียกว่าชีพจรตัน วันนี้ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของโชคชะตาแล้ว อาจารย์อู๋เดินเข้ามาโยนเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เขา

"ลุกขึ้นได้แล้ว ไอ้เด็กบ้า ร้องไห้เป็นเด็กไปได้ สายฟ้าแค่นี้ทำเป็นสำออย"

แม้นางจะพูดด่า แต่ในน้ำเสียงกลับมีความภูมิใจซ่อนอยู่

ข่าวการทะลวงระดับของหลินเจ็ดแพร่กระจายออกไปจากสุสานอย่างรวดเร็ว นกสื่อสารของสำนักต่างๆ บินว่อนไปทั่ว สำนักกระบี่เยือกแข็งได้รับข่าวนี้เป็นสำนักแรก ไป๋เยว่หวานที่นั่งสมาธิอยู่บนยอดเขาหิมะลืมตาขึ้นมา เมื่อได้ยินชื่อหลินเจ็ด นางรู้สึกว่าหัวใจของนางกระตุกอย่างแรง

"สร้างรากฐาน...เขาทำได้จริงๆ ด้วย"

บิดาของนาง ผู้เป็นเจ้าสำนัก กลับหัวเราะเยาะ

"แค่สร้างรากฐานกระจอกๆ จะตื่นเต้นอะไร อีกสามปีลูกก็จะเหยียบมันได้เหมือนมดอยู่ดี"

แต่ไป๋เยว่หวานไม่คิดแบบนั้นอีกต่อไปแล้ว ลางสังหรณ์บางอย่างบอกนางว่า สามปีข้างหน้าจะไม่เหมือนที่นางคิดไว้

หลินเจ็ดยืนอยู่หน้ากระท่อม มองไปยังทิศทางของสำนักกระบี่เยือกแข็งที่อยู่ไกลออกไปหลายร้อยลี้ กำปั้นของเขากำแน่น สัญญาสามปีที่เขาให้ไว้ในวันถอนหมั้น ไม่ใช่แค่คำพูดโมโหอีกต่อไป แต่มันคือปณิธานที่สลักไว้ในกระดูกของเขา เขาจะต้องแข็งแกร่งขึ้นอีก แข็งแกร่งจนไม่มีใครกล้ามองเขาด้วยสายตาดูถูกอีก

"รอข้าก่อนนะ ไป๋เยว่หวาน สามปีข้างหน้า ข้าจะให้เจ้าเห็นเองว่าเด็กเก็บศพคนนี้...จะยืนอยู่ตรงไหนของฟ้าดิน"

ลมหนาวพัดผ่านสุสานร้าง หอบเอาเถ้ากระดูกปลิวว่อนไปในอากาศ ราวกับเป็นพยานให้กับคำมั่นสัญญาของเขา เส้นทางของเทพเซียนไร้บัญญัติได้เริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริงแล้ว และไม่มีใครหยุดยั้งมันได้อีกต่อไป

ในยามค่ำคืนของ สุสานร้างสวรรค์ เสียงกระซิบของวิญญาณที่ถูกกลืนยังคงดังก้องอยู่ในหัวของหลินเจ็ด พวกเขาบางคนเป็นเซียนที่ยิ่งใหญ่ในอดีต บางคนเป็นเพียงคนธรรมดาที่ตายอย่างไม่เป็นธรรม ทุกวิญญาณที่เขากลืนเข้ามาล้วนมีความทรงจำและความแค้นของตัวเอง

คัมภีร์กลืนสวรรค์ไม่ได้สอนวิธีลบความทรงจำเหล่านั้น แต่มันสอนวิธีอยู่ร่วมกับมัน หลินเจ็ดต้องเรียนรู้ที่จะแยกแยะว่าอันไหนคือความคิดของเขา และอันไหนคือความคิดของคนที่เขากลืนมา หากเขาแยกไม่ได้ เขาจะกลายเป็นบ้าและถูกวิญญาณเหล่านั้นยึดร่างในที่สุด ความเจ็บปวดนี้ไม่มีใครเข้าใจนอกจากเขา

หลงเหยียนบอกว่าเส้นทางนี้เรียกว่า

"ทางเดินของคนบาป"

ในอดีตเคยมีคนพยายามเดินหลายคน แต่ไม่มีใครไปถึงจุดจบ ทุกคนล้วนตายเพราะจิตใจแตกสลายก่อนที่ร่างกายจะพังเสียอีก แต่หลินเจ็ดกลับยิ้ม เขาบอกว่า

"ถ้าการแบกความทรงจำของคนตายหลายหมื่นคนคือบาป ข้าก็ยินดีจะเป็นคนบาปที่สุดในใต้หล้า ขอแค่บาปนั้นทำให้ข้าแข็งแกร่งพอที่จะปกป้องคนที่ข้ารักได้"

คำพูดนี้ทำให้มังกรดำเงียบไปนาน มันไม่เคยเห็นมนุษย์คนไหนที่มีจิตใจเด็ดเดี่ยวขนาดนี้มาก่อนในรอบหมื่นปี

พลังที่กลืนมาได้ในวันนี้ยังไม่เสถียร หลินเจ็ดต้องใช้เวลาทั้งคืนในการหลอมรวมมัน เขาใช้วิธีบำเพ็ญแบบย้อนกลับ คือแทนที่จะให้พลังไหลจากตันเถียนไปทั่วร่าง เขากลับให้พลังจากกระดูกทุกชิ้นไหลย้อนกลับไปที่หัวใจ วิธีนี้เจ็บปวดทรมานอย่างยิ่ง

เหมือนเอามีดกรีดกระดูกทุกชิ้นพร้อมกัน แต่ผลลัพธ์ของมันคือร่างกายของเขาจะแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปหลายสิบเท่า กระดูกของเขาจะกลายเป็นกระดูกเซียนครึ่งขั้น แม้จะยังไม่เป็นเซียนแท้ แต่ก็ทนต่อการโจมตีของอาวุธระดับสร้างรากฐานได้สบายๆ

รุ่งเช้า แสงแรกของวันที่ไม่เคยมีในสุสานร้างกลับส่องลงมาอย่างประหลาด แสงนั้นสีทองจางๆ ส่องลงมาที่ร่างของหลินเจ็ดโดยตรง อาจารย์อู๋เห็นแล้วถึงกับทำไหเหล้าหล่น

"แสงรับรองจากสวรรค์! บัดซบ! ไอ้เด็กนี่มันทำให้สวรรค์ต้องยอมรับมันแล้วเหรอ ทั้งที่มันเป็นคนที่สวรรค์เกลียดที่สุดแท้ๆ"

แสงทองนั้นอยู่เพียงชั่วครู่แล้วก็หายไป แต่มันทิ้งรอยสักรูปดวงอาทิตย์สีดำไว้ที่หน้าอกของหลินเจ็ด รอยสักนั้นร้อนผ่าว แต่กลับทำให้พลังกลืนสวรรค์ของเขาหมุนเร็วขึ้นกว่าเดิมถึงสองเท่า

จากนี้ไป เส้นทางของหลินเจ็ดจะไม่อยู่ในสุสานร้างอีกต่อไป เขาต้องออกไปสู่โลกภายนอก โลกที่กว้างใหญ่กว่า โหดร้ายกว่า และเต็มไปด้วยโอกาสมากกว่า ศิษย์สำนักรอบสุสาน ยังคงรอเขาอยู่ข้างนอก

และเขาก็รอที่จะได้พบกับพวกเขาเช่นกัน การพบกันครั้งต่อไป จะไม่ใช่การหนี แต่จะเป็นการล่า ผู้ล่าและผู้ถูกล่าได้สลับบทบาทกันแล้ว หลินเจ็ดก้าวออกจากเขตสุสานเป็นครั้งแรกในรอบ 16 ปี โดยไม่หันหลังกลับมามองอีกเลย

เสียงฝีเท้าของเขาหนักแน่น มั่นคง ทุกย่างก้าวทิ้งรอยเท้าสีดำไว้บนพื้น รอยเท้านั้นจะคงอยู่ไปอีกหลายร้อยปี ไม่มีหญ้าชนิดใดกล้าขึ้นทับมัน เพราะมันคือรอยเท้าของผู้ที่ลิขิตให้ต้องกลืนสวรรค์ ตำนานบทใหม่ได้เริ่มเขียนขึ้นแล้วด้วยรอยเท้านั้น และผู้เขียนตำนานก็คือเด็กเก็บศพที่ชื่อว่าหลินเจ็ดนั่นเอง

สารบัญ
⚑ รายงานตอนนี้

ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็นสิ!